การจำแนกกล้วยไม้
|
การจำแนกตามลักษณะการอาศัย
กล้วยไม้อิงอาศัย (epiphytic
orchid) เป็นกล้วยไม้ที่อาศัยบนไม้ยืนต้นโดยมีรากช่วยในการยึดเกาะให้ติดแน่นและยังสามารถหาอาหารมาเลี้ยงลำต้นด้วยกล้วยไม้กลุ่มนี้มีจำนวนชนิดมาที่สุดที่พบในประเทศไทย
เช่น สกุลฟ้ามุ่ยสกุลเอื้องกุหลาบ สกุลสิงโตกลอกตาสกุลหวาย เป็นต้น
กล้วยไม้ดิน (terrestrail
orchid) เป็นกล้วยไม้ที่มีรากหรือส่วนของลำต้นอาศัยที่ผิวหน้าดินหรือใต้ผิวดินที่เรียกว่า
“ลำต้นใต้ดิน” หลายชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ทุกฤดูกาล
เช่น ว่านน้ำทอง ว่านนกฮูมมักพบกล้วยไม้เหล่านี้ในป่าดงดิบหลายชนิดมีการพักตัวในฤดูกาลที่ไม่เหมาะสมโดยเหลือเพียงลำต้นใต้ดินเท่านั้นเช่น
สกุลลิ้นมังกร สกุลท้าวคูลู สกุลว่านอึ่ง สกุลบัวสันโดษ
เป็นต้นกล้วยไม้กลุ่มนี้มีจำนวนชนิดรองลงมาจากกลุ่มกล้วยไม้อิงอาศัย
กล้วยไม้อาศัยบนหิน (lithophytic
orchid) เป็นกลุ่มกล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตและขยายเผ่าพันธุ์ได้โดยอาศัยอยู่บนหินแทนการยึดเกาะบนดินหรือต้นไม้
มักพบอยู่ใกล้กับมอสและไลเคนกล้วยไม้กลุ่มนี้ เช่น ม้าวิ่ง เอื้องกระเจี้ยง
เอื้องคำหิน เป็นต้น
การจำแนกตามลักษณะการเจริญเติบโต
การเจริญเติบโตทางปลายยอด (monopodial
vegetable) เป็นลักษณะการเจริญเติบโตของส่วนยอดที่ไม่จำกัดคือมีเนื้อเยื่อเจริญปลายยอดที่สามารถเจริญได้อย่างไม่สิ้นสุดและยังสามารถสร้างเนื้อเยื่อเจริญใหม่ที่ด้านข้างได้ยอดใหม่ที่เกิดขึ้นก็สามารถเจริญได้อย่างไม่สิ้นสุดเช่นกันกล้วยไม้ที่มีลักษณะการเจริญเติบโตเช่นนี้
เช่น สกุลฟ้ามุ่ยสกุลสกุลเอื้องหนวดพราหมณ์ สกุลช้าง สกุลเข็ม เป็นต้น
|
การจำแนกตามลักษณะการหาอาหาร
กล้วยไม้ที่สามารถสังเคราะห์อาหารได้
(autophytic orchid) เป็นกล้วยไม้กลุ่มใหญ่ที่พบในโลก
เป็นกล้วยไม้ที่มีคลอโรฟิลล์ และสามารถสร้างอาหารเองได้จากการสังเคราะห์แสง
กล้วยไม้กินซาก
(saprophytic orchid) เป็นกล้วยไม้กลุ่มเล็กที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้เนื่องจากไม่มีคลอโรฟิลล์
แต่จะอาศัยอาหารจากจุลลินทรีย์บางชนิดและสามารถพบได้เฉพาะช่วงที่ออกดอกเท่านั้น
กล้วยไม้ในกลุ่มนี้ เช่นเอื้องแฝง กล้วยปลวก กล้วยส้มสยาม เป็นต้น
การจำแนกตามหลักพฤกษศาสตร์
ศาสตราจารย์ Gunnar Seidenfaden จำแนกกล้วยไม้ออกเป็นหกวงศ์ย่อย ดังนี้
1. วงศ์ย่อยApostasioideaeจัดว่าเป็นกล้วยไม้ที่โบราณที่สุด
มีจนวนเกสรเพศผู้ 2-(3) อันเป็นกล้วยไม้ดินที่มีลำต้นค่อนข้างแข็งรากหยั่งลึกกว่ากล้วยไม้ดินสกุลอื่นๆใบพับจีบรูปหอก
ช่อดอกออกที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก
สีขาวหรือเหลืองกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะรูปทรง ขนาด และสีเหมือนกัน
2. วงศ์ย่อยCypripedioideaeพบทั้งที่เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยและกล้วยไม้ดิน
ไม่มีลำลูกกล้วย ใบรูปแถบมักหนา
มีทั้งที่เป็นลายคล้ายลายหินอ่อนใบเรียงสลับระนาบเดียวกันกลีบปากเป็นถุงลึกกลางดอกมีแผ่นเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันรูปทรงคล้ายโล่กลุ่มเรณูมีจำนวนสองกลุ่มซ่อนอยู่ใต้เกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน
3. วงศ์ย่อยNeottoidedeเป็นกล้วยไม้ดินและกล้วยไม้กินซาก
ลำต้นอวบทอดนอนและชูส่วนยอดขึ้นหรือเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน
ใบหนานุ่มเรียงเวียนสลับรอบแกนใบด้านบนอาจมีลายหรือหรือจุดสีชมพู สีเงิน
หรือสีอื่นๆกล้วยไม้กินซากบางสกุลจะไม่มีใบ ช่อดอกที่ปลายยอด
ไม่มีแขนงดอกมีขนาดเล็กและมักมีจำนวนน้อย กลีบเลี้ยงบนและกลีบดอกมักเชื่อมติดกันกลีบปากมีลักษณะเป็นถุงหรือเดือยที่มักพบต่อมหรือเขี้ยวขนาดใหญ่อยู่ภายในเกสรเพศผู้เป็นกลุ่มเรณูที่มีลักษณะเป็นกลุ่มผงจำนวนสองกลุ่ม
4. วงศ์ย่อยOrchidoideaeมีหัวแบบมันฝรั่งอยู่ใต้ดิน
จะสร้างลำต้นเหนือดินในฤดูกาลที่เหมาะสมใบมักเป็นรูปรีแกมรูปไข่หรือไข่กลับกลับจำนวนไม่มาก
ใบหนาและอวบเรียงเวียนสลับรอบแกน ช่อดอกออกที่ปลายยอด มีทั้งสั้นและยาว
ไม่มีแขนงช่อดอกมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
กลีบเลี้ยงบนและกลีบดอกมักเชื่อมติดกันกลีบปากเป็นสามแฉกหรือไม่เป็นแฉก
เส้าเกสรสั้น เกสรเพศผู้เป็นกลุ่มเรณูมีสองกลุ่มกลุ่มเรณูประกอบด้วยกลุ่มเรณูย่อยจำนวนมากบนก้านกลุ่มเรณูและบรรจุภายในถุงข้างเส้าเกสร
5. วงศ์ย่อยEpidendroideaeเป็นวงศ์ย่อยที่ประกอบด้วยจำนวนชนิดมากที่สุด
มีการเจริญทางด้านข้างพบทั้งที่เป็นกล้วยไม้ดิน กล้วยไม้อาศัยบนหิน
และกล้วยไม้อิงอาศัยพบทั้งที่มีและไม่มีลำลูกกล้วยหรือเป็นหัวแบบเผือกที่มีหลายข้อใบเรียงเวียนสลับหรือสลับระนาบเดียวทั้งดอกเดี่ยวและหลายดอกอาจมีแขนงของช่อ
ช่อออกที่ปลายยอดหรือที่ข้างลำต้นมีทั้งที่ตั้งตรงและห้อยย้อย
เกสรเพศผู้เป็นกลุ่มเรณูตั้งแต่ 2-8 กลุ่ม
6. วงศ์ย่อยVandoiideaeเป็นวงศ์ย่อยที่ประกอบด้วยจำนวนสกุลมากที่สุดมีทั้งการเจริญทางด้านข้างและการเจริญที่ปลายยอด
พบทั้งที่เป็นกล้วยไม้ดินกล้วยไม้อาศัยบนหิน และกล้วยไม้อิงอาศัย
ลำต้นมักเป็นรูปทรงกระบอกมีบ้างที่เป็นลำลูกกล้วยแบบหัวเผือก ใบมักมีจำนวนมาก
เรียงสลับระนาบเดียวช่อดอกออกที่ด้านข้างลำต้น มักตั้งตรง
เกสรเพศผู้เป็นกลุ่มเรณูแข็งจำนวน 2-4 กลุ่ม
กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี ( Paphiopedilum )
กล้วยไม้รองเท้านารี (Lady’s Slipper) เป็นกล้วยไม้สกุล
Paphiopedilum มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหลายชื่อ เช่น รองเท้านาง
รองเท้าแตะนารี หรือ บุหงากะสุตในภาษามาเลเซีย อันหมายถึงรองเท้าของสตรี
เนื่องจากกลีบดอก หรือที่เรียกว่า “กระเป๋า” มีรูปร่างคล้ายกับรองเท้าของสตรีและรองเท้าไม้ของชาวเนเธอแลนด์กระเป๋าของรองเท้านารีมีรูปร่างลักษณะและสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์
กล้วยไม้รองเท้านารี มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่น และเขตร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่อินเดีย
ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย
และในประเทศไทยซึ่งพบกล้วยไม้รองเท้านารีขึ้นอยู่ในป่าทั่วๆไป
บางชนิดเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินหรือซอกหินที่มีต้นไม้ใบหญ้าเน่าตายทับถมกันเจริญงอกงามในที่โปร่ง
ไม่ชอบที่รกทึบ แสงแดดส่องถึง
รองเท้านารี เป็นกล้วยไม้ประเภทแตกกอเช่นเดียวกับ หวาย
คัทลียาและซิมบิเดียมต้นที่แท้จริงเรียกว่า ไรโซม
(เหง้า)ต้นหนึ่งหรือกอหนึ่งจะประกอบด้วยต้นย่อยหลายต้นรากออกเป็นกระจุกที่โคนต้นและมักจะทอดไปทางด้านราบมากกว่าหยั่งลึกลงไปหน่อใหม่จะแตกจากตาที่โคนต้นเก่า
มีลำต้นสั้นมาก แต่ไม่มีลำลูกกล้วยใบมีขนาดรูปร่างต่างกันไปบางชนิดมีใบยาว
บางชนิดใบตั้งชูขึ้น
บางชนิดใบทอดขนานกับพื้นบางชนิดใบมีลายบางชนิดใบไม่มีลายแต่เป็นสีเดียวเรียบๆ
การออกดอกจะออกที่ยอดมีทั้งชนิดออกดอกเป็นดอกเดี่ยวและออกดอกเป็นช่อ
กลีบดอกชั้นนอกกลีบบนมีขนาดใหญ่สะดุดตาส่วนกลีบชั้นนอกคู่ล่างจะเชื่อมติดกันและมีขนาดเล็กลงจนส่วนปากบังมิดหรือเกือบมิดกลีบคู่ในซึ่งมีลักษณะเหมือนกันกางออกไปทั้ง
2 ข้างซ้ายขวาของดอกส่วนกลีบในกลีบที่ 3 จะเปลี่ยนเป็น “กระเปาะ” คล้ายรูปรองเท้ากระเปาะนี้มีหน้าที่รับน้ำฝนตกลงไปเพื่อชะล้างเกสรตัวผู้ไปตัดกับแผ่นเกสรตัวเมียกล้วยไม้สกุลนี้จะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกันแต่จะมีเส้าเกสรแตกต่างจากกล้วยไม้ทั่วๆไป
คือ ที่ปลายสุดของเส้าเกสร แทนที่จะเป็นอับเรณูกลับเป็นแผ่นบางๆซึ่งทางพฤกษาศาสตร์ถือเป็นเกสรที่เปลี่ยนรูปร่างไปใช้การไม่ได้เรียกส่วนนี้ว่า
“สตามิโนด” สำหรับเกสรตัวผู้ที่ใช้การได้มีอยู่
2 ชุดโดยจะอยู่ถัดต่ำลงมาทั้ง 2 ข้างของเส้าเกสรข้างละ
1 ชุดในแต่ละชุดจะมีอับเรณูลักษณะเป็นก้อนแข็งอยู่ 2 อันถัดต่ำลงมาจากส่วนนี้อีกจะเป็นยอดเกสรตัวเมียซึ่งเป็นแอ่งลึกลงไปยึดติดกับเส้าเกสร
(ปกติส่วนนี้จะถูกหูกระเป๋าโอบหุ้มเอาไว้จนมิด)ภายในมีน้ำเมือกเหนียวสำหรับยืดเกสรตัวผู้ที่ตกลงไปในแอ่งรังไข่อยู่ตรงส่วนของก้านดอก
ภายในรังไข่ยังไม่มีการพัฒนาเป็นไข่อ่อนจนกระทั่งผสมเกสรแล้วจึงเกิดไข่อ่อนในรังไข่รังไข่จะกลายเป็นฝักเมื่อฝักแก่จะแตกเมล็ดสามารถเจริญงอกงามเป็นต้นใหม่ได้
โดยธรรมชาติของกล้วยไม้สกุลรองเท้านารีทุกชนิด
เมื่อออกดอกแล้วก็จะตายไปแต่ก่อนตายจะแตกหน่อทดแทน
ซึ่งหน่อนี้ก็จะเจริญงอกงามเป็นต้นใหม่ต่อไปชนิดพันธุ์ของกล้วยไม้รองเท้านารี
ที่สำรวจพบ ได้แก่
ตัวอย่างพันธุ์กล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี
รองเท้านารีอินทนนท์(paphiopedilum villosum )
เป็นพันธุ์กล้วยไม้ที่พบเมื่อ พ.ศ.2396 มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณแถบที่มีอากาศชื้นและอุณหภูมิต่ำเช่น
ดอยอินทนนท์ และภูเขาสูง ลักษณะของกล้วยไม้พันธุ์นี้ คือ มีใบสีเขียวสม่ำเสมอทั้งใบไม่มีลาย
โคนใบส่วนใกล้กับเหง้ามีจุดสีม่วงประปราย และค่อยๆ
จางหายตรงส่วนปลายใบใบยาวบางและอ่อน
เป็นรองเท้านารีที่มีเกสรตัวผู้ต่างจากชนิดอื่นคือ
เกสรตัวผู้จับตัวรวมเป็นก้อนแข็งค่อนข้างใสมีสีเหลืองไม่เป็นยางเหนียว
รองเท้านารีเหลืองปราจีน
( Paphiopedilum
concolor )
ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2402 มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบอำเภออรัญประเทศจังหวัดปราจีนบุรี
ลักษณะเด่นของกล้วยไม้พันธุ์นี้ คือ มีใบลาย ท้องใบสีม่วงก้านดอกยาวมีขน อาจมี 2–3
ดอกบนก้านเดียวกันได้ กลีบดอกด้านบนผายออกคล้ายพัดปลายมนสูง
กลีบในกางพอประมาณ เมื่อดอกบานจะคุ้มมาข้างหน้าแลดูคล้ายดอกบานไม่เต็มที่พื้นดอกสีเหลืองอ่อน
มีประจุดเล็กๆ สีม่วงประปราย
กระเปาะสีเดียวกับกลีบดอกปลายกระเปาะค่อนข้างเรียวแหลมและงอนปลายเส้าเกสรเป็นแผ่นใหญ่
รองเท้านารีฝาหอย ( Paphiopedilum bellatulum )
ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2431 ถิ่นกำเนิดอยู่ตามหุบเขาในเขตพม่าต่อชายแดนไทยตอนเหนือแถบจังหวัดลำพูนและเขตอำเภอเชียงดาว
ภาคใต้ เช่น หมู่เกาะอ่างทอง และเกาะช้างในจังหวัดพังงาเป็นต้น
ลักษณะเด่นของกล้วยไม้พันธุ์นี้ คือ ใบใหญ่ปลายมน
ใบลายสีเขียวแก่และเขียวอ่อนใต้ท้องใบสีม่วงแดงก้านดอกสั้นมีขน
กลีบดอกนอกกว้างมนกลมปลายกลีบคุ้มลงด้านหน้า
กลีบในทั้งสองกว้างมนรูปไข่คุ้มออกด้านหน้า
กลีบนอกและกลีบในเกยกันทำให้แลดูลักษณะดอกกลมแน่น
กลีบดอกสีขาวนวลประจุดสีม่วงจากโคนกลีบ กระเปาะมนกลมคล้ายฟองไข่นก Plover (ซึ่งเป็นที่มาของรองเท้านารีฝาหอยที่เรียกว่า “Plover Orchid”)
กล้วยไม้สกุลหวาย ( Dendrobium )
กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium) เป็นกล้วยไม้สกุลใหญ่ที่สุดมีการแพร่กระจายพันธุ์ออกไปในบริเวณกว้างทั้งในทวีปเอเชียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกนักพฤกษศาสตร์ได้จำแนกออกเป็นหมู่ประมาณ
20 หมู่ และรวบรวมกล้วยไม้ชนิดนี้ที่ค้นพบแล้วได้ประมาณ
1,000 ชนิดพันธุ์
กล้วยไม้สกุลหวาย มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบซิมโพเดียล
คือมีลำลูกกล้วยเมื่อลำต้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะแตกหน่อเป็นลำต้นใหม่และเป็นกอใบแข็งหนาสีเขียวดอกมีลักษณะทั่วไปของกลีบชั้นนอกคู่บนและคู่ล่างขนาดยาวพอๆกันโดยกลีบชั้นนอกบนจะอยู่อย่างอิสระเดี่ยวๆส่วนกลีบชั้นนอกคู่ล่างจะมีส่วนโคนซึ่งมีลักษณะยื่นออกไปทางด้านหลังของส่วนล่างของดอกประสานเชื่อมติดกับฐานหรือสันหลังของเส้าเกสรและส่วนโคนของกลีบชั้นนอกคู่ล่างและส่วนฐานของเส้าเกสรซึ่งประกอบกันจะปูดออกมามีลักษณะคล้ายเดือยที่เรียกว่า
“เดือยดอก” สำหรับกลีบชั้นในทั้งสองกลีบมีลักษณะต่างๆกันแล้วแต่ชนิดพันธุ์ของกล้วยไม้นั้นๆ
กล้วยไม้หวายป่าของไทยมีสีสวยงาม ก้านช่อสั้น
สำหรับกล้วยไม้สกุลหวายที่เป็นกล้วยไม้อยู่ในป่าของไทยมีหลายชนิดอันได้แก่พวก “เอื้อง” ต่างๆ
ตัวอย่างพันธุ์ไม้สกุลหวาย
เอื้องผึ้ง ( Den. Aggregatum )
เป็นกล้วยไม้ที่มีลำลูกกล้วยป้อมสั้นและเบียดกันแน่น
ลักษณะใบแข็งหนาสีเขียวจัดออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
ก้านช่อดอกอ่อนโค้งลงมาช่อหนึ่งมีมากกว่า 20 ดอก
พื้นดอกสีเหลืองอ่อน ปากสีเหลืองเข้ม ขนาดดอกโตประมาณ 3 เซนติเมตร
พบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกภาคตะวันตก และภาคใต้
เอื้องม่อนไข่, เอื้องม่อนไข่ใบมน(Den. Thyrsiflorum)
เป็นกล้วยไม้ที่มีลำลูกกล้วยลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างกลมหรือแบนโคนเล็กและใหญ่ด้านบนสีเขียว
ลำลูกกล้วยลำหนึ่งๆ มีใบประมาณ 3–4 ใบ ลักษณะใบแหลมยาวประมาณ 10–18 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกห้อยเป็นพวงยาว
ดอกแน่น กลีบดอกสีขาวกางผายออกโคนกลีบปากกระดกม้วนขึ้น ปลายแหลม ม้วนขึ้นสีเหลือง
ภายในมีขนแต่ริมสันปากไม่มีขนขนาดดอกโตประมาณ 2-4 เซนติเมตร บานพร้อมกันทั้งช่อและบานนานประมาณ 1
สัปดาห์ออกดอกเดือนมกราคมถึงเมษายน
พบมากตามป่าดิบที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เหลืองจันทบูร ( Den. Friedericksianum )
เป็นกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดแถบจังหวัดจันทบุรีเป็นกล้วยไม้ที่มีลำลูกกล้วยลักษณะเป็นโคนเล็กแล้วค่อยโป่งไปทางตอนปลายขนาดลำยาวมากบางต้นยาวถึง
75 เซนติเมตร
เมื่อลำแก่จะเป็นสีเหลืองโดยด้านข้างของลำจะมีใบอยู่ทั้งสองข้างออกดอกในเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน
ช่อดอกออกตามข้อของลำ ออกดอกเป็นช่อๆละ 2–4 ดอก กลีบดอกเป็นมัน
รอบแรกดอกจะเป็นสีเหลืองอ่อนแล้วจะค่อยๆ เข้มขึ้นจนเป็นสีจำปาปากสีเข้มกว่ากลีบ
ในคอมีสีแต้มเป็นสีเลือดหมู 2 แต้ม ขนาดดอกโตประมาณ 5
เซนติเมตร
กล้วยไม้สกุลช้าง
Rhynchostylis
จากการสำรวจพบว่ากล้วยไม้สกุลช้างที่มีอยู่ในโลก
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น ไทย พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
ประเทศในแถบอินโดจีน อินเดีย ศรีลังกา
ภาคใต้ของหมู่เกาะในทะเลจีนและหมู่เกาะอินเดียตะวันออก
สำหรับในประเทศไทยพบว่ากล้วยไม้สกุลช้างมีกระจายพันธุ์อยู่ทุกภาคของประเทศบางภาคอาจมีกล้วยไม้สกุลช้างชนิดหนึ่งแต่อาจไม่มีอีกชนิดหนึ่ง
กล้วยไม้สกุลช้างที่พบตามธรรมชาติเพียง 4 ชนิด คือ ช้าง (Rhynchostylisgigantea)
ไอยเรศหรือพวงมาลัย (Rhynchostylisretusa) เขาแกะ
(Rhynchostyliscoelestis) และช้างฟิลิปปินส์ (Rhynchostylisviolacea)
สำหรับ 3 ชนิดแรกมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง
ส่วนช้างฟิลิปปินส์มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์
กล้วยไม้สกุลช้างมีการเจริญเติบโตแบบฐานเดี่ยว
มีลักษณะแตกต่างไปจากกล้วยไม้สกุลอื่นๆคือ มีลำต้นสั้น แข็งแรง ใบแข็ง
หนาค่อนข้างยาว อวบน้ำ เรียงชิดกันอยู่บนลำต้นใบเป็นร่อง หน้าตัดของใบรูปตัววี สันล่างของใบเห็นได้ชัด
ใบอาจมีเส้นใบเป็นเส้นขนานสีจางๆหลายๆ เส้นตามความยาวของใบ
ปลายใบหยักมนหรือเป็นฟันแหลมไม่เท่ากัน รากเป็นระบบรากอากาศมีขนาดใหญ่ แขนงรากใหญ่
ปลายรากมีสีเขียวซึ่งสามารถปรุงอาหารด้วยวิธีสังเคราะห์ด้วยแสงได้ช่อดอกอาจห้อยลงหรือตั้งขึ้น
ความยาวของช่อดอกเกือบเท่าๆ กับความยาวของใบ
ดอกมีเป็นจำนวนมากแน่นช่อดอกกลีบนอกและกลีบในของดอกแผ่ออก
อาจมีจุดหรือไม่มีจุดสีม่วงหรือสีน้ำเงินก็ได้ขนาดของกลีบนอกโตกว่ากลีบใน
เส้าเกสรสั้น ปากไม่มีข้อพับ ปลายปากไม่หยัก หรือหยักเป็นลอนเล็กๆ 3 ลอน ปลายปากชี้ตรงไปข้างหน้า ปากเชื่อมต่อกับฐานสั้นๆ ของเส้าเกสร
จึงดูเหมือนว่าไม่มีฐานของเส้าเกสรเดือยของดอกแบน ชี้ตรงไปข้างหลัง มีอับเรณู 2
ก้อน แยกออกจากกัน ออกดอกปีละครั้งบ้างต้นอาจมีดอกครั้งละหลายๆ ช่อ
ตัวอย่างกล้วยไม้พันธุ์ช้าง
ไอยเรศหรือพวงมาลัย( Rhynchostylisretusa )
ไอยเรศมีลำต้นใหญ่แข็งแรงคล้ายกล้วยไม้ช้าง
แต่ใบยาวกว่าและแคบกว่า ใบยาวประมาณ 40 เซนติเมตร
กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร
มีทางสีเขียวแก่สลับกับสีเขียวอ่อนตามความยาวของใบคล้ายกล้วยไม้ช้างปลายใบมีลักษณะเป็นฟันแหลมไม่เท่ากัน
ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก โค้งห้อยลง ยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร
ก้านช่อยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร มีดอกแน่นช่อ
ในหนึ่งช่อมีดอกประมาณ 150 ดอก มากกว่ากล้วยไม้ช้าง
รูปร่างลักษณะของช่อดอกที่ยาวเป็นรูปทรงกระบอกคล้ายกับลักษณะของพวงมาลัยจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
“พวงมาลัย” ต้นใหญ่ๆ มักจะแตกหน่อที่โคนต้น
เกิดเป็นกอใหญ่ขึ้นได้ดอกขนาดมีขนาดประมาณ 1.2-1.5 เซนติเมตร
สีพื้นของกลีบนอกและกลีบในของดอกเป็นสีขาวมีจุดสีม่วงประปราย เดือยดอกมีสีม่วงอ่อน
แผ่นปากมีลักษณะโค้งขึ้นบนแล้วยื่นไปข้างหน้ามีแต้มสีม่วงตรงกลางแผ่นปากส่วนโคนและปลายสุดแผ่นปากเป็นสีขาว
ปลายแผ่นปากเว้าเส้าเกสรเห็นชัด ออกดอกประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
ดอกจะบานอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ไอยเรศที่มีดอกสีขาว
ไม่มีสีม่วงปะปนอยู่เลย เรียก "ไอยเรศเผือก"ซึ่งหาได้ยาก
ไอยเรศปลูกเลี้ยงได้ง่าย ให้ดอกทุกปี
และชอบแสงแดดมากกว่ากล้วยไม้ช้าง การปลูกอาจเกาะไว้กับกิ่งไม้หรือท่อนไม้ไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงแดด
หรือจะปลูกลงกระเช้าไม้
แขวนไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอควรให้ได้รับแสงแดดมากกว่ากล้วยไม้ช้างเล็กน้อย
และควรปลูกในเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมเนื่องจากช่วงต้นฤดูฝนจะทำให้ต้นและรากเติบโตดี
เขาแกะ( Rhynchostyliscoelestis )
เขาแกะมีถิ่นกำเนิดกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศไทยมักพบขึ้นในป่าโปร่งผลัดใบทั้งในภูมิภาคที่เป็นภูเขาและที่ราบเป็นกล้วยไม้ชนิดเดียวในสกุลช้างที่มีลักษณะช่อดอกตั้งขึ้นใบมีลักษณะแบนคล้ายแวนด้า
ยาวประมาณ 15 เซนติเมตรและบางกว่ากล้วยไม้ชนิดอื่นในสกุลเดียวกันโคนใบซ้อนกันเป็นแผง
ใบโค้งสลับกันในทางตรงกันข้ามด้วยลักษณะนี้เองจึงได้ชื่อว่า “เขาแกะ” ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีดอกแน่นช่อ
ดอกมีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตรกลีบดอกทั้งกลีบนอกและกลีบในมีพื้นสีขาวมีแต้มสีม่วงครามที่ปลายกลีบทุกกลีบฐานของแผ่นปากและครึ่งหนึ่งของแผ่นปากที่ต่อกับฐานมีสีขาวส่วนอีกครึ่งหนึ่งของแผ่นปากเป็นสีม่วงครามเช่นเดียวกับที่ปลายกลีบแต่สีเข้มกว่าปากของเขาแกะคล้ายกับปากของไอยเรศสีม่วงครามของเขาแกะบางต้นอาจมีสีต่างออกไปเช่น
มีสีม่วงมากจนเกือบแดง เรียกว่า “เขาแกะแดง” บางต้นมีสีไปทางสีฟ้าหรือสีน้ำเงินบางต้นดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ เรียกว่า “เขาแกะเผือก” ซึ่งค่อนข้างหาได้ยากเดือยดอกยาวกว่าและแคบกว่าของไอยเรศปลายของเดือยดอกโค้งลง
ดอกบานทนประมาณสองสัปดาห์ฤดูออกดอกประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมเขาแกะเป็นกล้วยไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย
ทนแล้งได้ดี ชอบแสงแดดและอากาศถ่ายเทมากกว่าไอยเรศและช้างอาจปลูกติดไว้กับต้นไม้
ท่อนไม้ หรือปลูกลงกระเช้าไม้ เนื่องจากปลูกเลี้ยงได้ง่ายช่อดอกตั้ง
สีของดอกเป็นสีม่วงครามหรือใกล้ไปทางสีน้ำเงิน
ซึ่งเป็นสีที่หาได้ยากในกล้วยไม้ทั่วๆไป
จึงนิยมนำเขาแกะไปผสมข้ามสกุลกับกล้วยไม้ชนิดอื่นอีกหลายชนิด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น